Thursday, February 2, 2012

Stock Focus,NEWS ,OIL,PTT,PTTEP,BANPU,1,FEB,2005



Comment:
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน กล่าวสัมมนาในหัวข้อปีนี้มองว่าราคน้ำมันน่าจะมีเสถียรภาพมากกว่าปีที่แล้วที่มีความผันผวนสูงถึงส่วนปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อราคาน้ำมันนอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรป คือ ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก รวมถึงความรุนแรงทางการเมืองและการก่อการร้ายในประเทศไนจีเรียที่น่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันด้วยความเห็นทิศทางราคาน้ำมันและปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันในปี 2012" ว่า ทิศทางราคาน้ำมันในปี 55 น่าจะอยู่ในระดับปกติ โดยมองว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะอยู่ที่เฉลี่ย 108 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรป หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดคาดว่าอาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะลดลงไปอยู่ที่ 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบจะลดลงไปที่ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล30% โดยขึ้นลงระหว่าง 75-115 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปหากสถานการณ์สามารถรอดพ้นครึ่งปีแรกไปได้ เชื่อว่าครึ่งปีหลังสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะดี และทำให้ราคาน้ำมันดิบดี ไม่ได้รับผลกระทบ"นายมนูญ กล่าว: เราเชื่อว่าผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันรายนี้ยังมองราคาน้ำมันในเชิงบวก โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 100 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เป็นระดับที่เท่ากับที่เราคาดการณ์ แต่ระยะสั้นมีการมองในเชิงเลวร้ายสุดก็ลงเพียง 75-85 เหรียญฯ เท่านั้น ยังถือว่าโดยรวมราคาน้ำมันปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าปีก่อน ดังนั้นในช่วงที่ราคาหุ้นน้ำมันปรับตัวลง เราถือเป็นโอกาสทยอยเข้าซื้อ PTTEP, PTT, TOP, BANPU

Vajiralux Sanglerdsillapachai"

Stock Focus,NEWS ,AJ,3,FEB,2005., 9.30

Free Stock Photos - Different currencies
Key Takeaway from AJ
สถานการณ์ล่าสุดบริษัทได้รับผลกระทบทางอ้อมจากภาวะน้ำท่วมในไตรมาส 4/54 ทำให้ Supply Chain ทั้งระบบของธุรกิจ 40% ยอดขาย จะต้องSpot ตลาดส่งออก ซึ่งบริษัทมีมาร์จิ้นที่ค่อนข้างน้อยมาก ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 4/54 อาหารและบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอาหาร เกิดการชะงักงัน ทำให้ส่วนที่เคยขายในประเทศ
นำไปขายในตลาดบาท คิดเป็นต่อ ส่งของขายยังได้ไม่เต็มที่ คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาสออกมาได้เพียง 3 ล้านบาท รวมทั้งปี คาดบริษัทจะมีกำไรสุทธิ 850 ล้านบาท จาก 9M54 มีกำไร 847 ล้านEPS เท่ากับ 2.12 บาท แต่ Supply Chain ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ทำให้ไตรมาส 1/55 จะสะดุด1/55 ยังคงต่ำกว่า 100 ล้านบาท สเปรด ผลิตภัณฑ์อ่อนแออย่างต่อเนื่องและยังไม่ฟื้นกลับ
:
BOPET
จากพีคในไตรมาส
สเปรดล่าสุด 550 เหรียญฯ ซึ่งต่ำกว่าในภาวะก่อนเป็นขาขึ้นในช่วงปี 2553 เป็นการลงอย่างต่อเนื่องนับ4/53 ที่ขึ้นไปพีค ณ 2,500 เหรียญฯ ต่อตัน BOPP สเปรด ล่าสุด 550 เหรียญฯ ซึ่งฟอร์มขาลงนับจากไตรมาส 2/54 ที่ 900 เหรียญฯ ต่อตัน
BOPAสเปรดระดับดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าในช่วงที่ก่อนฟอร์มขาขึ้นของกำไรได้ระดับการผลิต สเปรดล่าสุด 1,000-1,050 เหรียญฯ ซึ่งฟอร์มขาลง เช่นกันAJ ในปี 2552 เสียอีก ซึ่งเมื่อครั้งนั้น AJ ทำ288 ล้าน จากกำลังการผลิตที่มีอยู่โดยรวม 115,800 ตันต่อปี แต่ช่วงปี 2554-2555 มีแผนเพิ่มกำลังBOPA จาก 8,000 ตัน เป็น 18,000 ตัน ทำไปแล้วไตรมาส 1/54 แต่กำลังการผลิตที่เตรียมเพิ่มใน
BOPETผู้ประกอบเครื่องจักร อยู่นิคมนวนคร ถูกน้ำท่วม ทำให้เครื่องจักรสั่งเข้ามาแล้วแต่ต้องเลื่อนการติดตั้งจากไตรมาสซึ่งมีกำหนดต้องขึ้นกำลังการผลิตจาก 31,000 ตัน เป็น 61,000 ตัน ต้องถูกเลื่อนออกไปเพราะโรงงาน 4/54 เป็น พ.. 55
Margin Analysis:
เคยเกิดขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ระดับปกติปี 2553 เป็นปีที่ดีมากจากซัพพลาย Thin Film ที่ขาดแคลน ส่งผลสเปรดสูงอย่างไม่AJ รับอานิสงค์บวกอย่างมาก ทำให้ปีนั้น Gross Margin กระโดดจาก18% ขึ้นเป็น 23% EBITDA Margin ขึ้นจาก 12% เป็น 18% Net Margin ขึ้นจาก 6% เป็น 16% D/Eนับตั้งแต่ระดับเดิมก่อนขึ้นไปฟอร์มพีคของ AJ ซึ่งเคยสูง เกิน 2 เท่า สามารถลดลงมาได้ทำให้ปัจจุบันเหลือ D/E เพียง 0.7 เท่า สถานการณ์ธุรกิจ2H54 ถึงปัจจุบัน ต้องถือว่ากลับมาสู่ภาวะปกติก่อน ระดับมาร์จิ้นต่าง ๆ นับจากปีนี้ไป คงลงมาอยู่ในวิเคราะห์กำไรที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2555 เป็นต้นไป: ในปี 2555 จะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มเข้ามาตามกำหนด คือ BOPET line 3 มากขึ้น อีกทั้งเครื่องจักรที่ติดตั้งใหม่จะทำให้ประหยัดต้นทุน และมีความเร็วสูง หากสามารถตามสเปคเครื่องจักร ทำให้ลดต้นทุนได้เมื่อเทียบกับเครื่องจักรไปของภัณฑ์ในประเทศฟื้นกลับสู่สภาพเดิม โค๊ก เป๊ปซี่ โออิชิ อิชิตัน ฯลฯ คือลูกค้าในประเทศที่สำคัญของค่อย ๆ ฟื้นกำลังการผลิตกลับมาแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมแล้วสำหรับเมื่อหลังเพิ่มกำลังการผลิตได้ อาจขยับกำไรขึ้นไปในช่วง 2H55 จะรับรู้รายได้ได้ ดังนั้น AJ จะทำกำไรสุทธิได้ดีขึ้นจากกำลังการผลิตที่เพิ่มsave cost ได้line 1 และ 2 มากถึง 35% ตัวช่วยสำคัญนับจากนี้AJ จึงอยู่ที่ 1.Capacity ที่เพิ่มขึ้น 2.การประหยัดต้นทุนของเครื่องจักรใหม่ 3.ภาวะอุตสาหกรรมบรรจุAJ คาดว่าAJ คือ สเปรดที่ดีไปหลายเท่าตัวเหมือน2 ปีก่อน ดังนั้น การทำกำไรของ AJ อาจจะอยู่ที่ระดับ 500 ล้านบาท EPS 1.2 บาทต่อหุ้น ในปี 2555 และ600-800 ล้านบาท หรือ EPS 2 บาทต่อหุ้น ในปี 2556คำแนะนำไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ เพราะสิ่งที่ยังคอนเฟิร์มไม่ได้คือสเปรดยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง ไม่มั่นใจในขาลงของสเปรดจะสิ้นสุดเมื่อใด ราคาเป้าหมายที่เรามองในปียืนได้ในระดับ 
: ณ ราคาหุ้น 16.50 บาทขึ้นไป แนะนำเพียงถือ แม้เห็นพัฒนาการที่ดีของบริษัทในอนาคตข้างหน้า แต่2555 อยู่ที่ 12.50-15 บาท แต่หากสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น สเปรด600 เหรียญฯ ขึ้นไป ราคาเป้าหมายในปี 2556 อาจอยู่ที่ 21 บาท
66,000 66,000
108,000
146,000
วชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย
Spread
(Baht/kg) 1Q10 2Q10 3Q10 4Q10 1Q11 2Q11 3Q11F 4Q11F 1Q12F




Gold Price, 3.Feb.2012., 9.30




SupportResistanceNow
Gold Spot                 1744-1751       1761-1783       1756
US$ / TH฿ 30.7830.98-31.0530.94
Gold Future25540-2570026030-2618025790
Gold Price 255502590025550

Comment: ราคาทองช่วงเช้านี้ยังคงมองขึ้นต่อเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่องจาก goldspot เคลื่อนตัวขึ้นต่อ รวมทั้ง ค่าเงินบาท ก็อ่อนค่ามาสมทบด้วย ดังนั้นสรุปโดยรวม ผมมองว่าขึ้นต่อ กรณีผมคาดผิด จุดสังเกต gold spot 1750 ลงมาต้องระวัง 1754 อาจจะเปลี่ยนทาง ส่วนค่าเงินบาท หลุด 30.83



Gold Price, 2.Feb.2012., 17.40




SupportResistanceNow
Gold Spot                 1720-1739        1751-1762          1749
US$ / TH฿ 30.7831-31.0430.9
Gold Future25550-256502602025750
Gold Price ทองคำปิด25550
Comment: ราคาทองคืนนี้ยังคงมีมุมมองทางขึ้นมากกว่าลง มาจาก gold spot ที่ยังอยู่ในแนวโน้มขึ้นและ ค่าเงินบาทแม้นว่าจะยังอยู่ในทางลงอยู่แต่ก็ใกล้จุดต่ำสุดวันก่อนที่ 30.83 ซึ่งระหว่างวันยังไม่ลงไป หรือ หลุดลงไป ผมจึงมีความหวังว่า จุดนี้น่าจะเอาอยู่ สรุปโดยรวม มองว่าขึ้นมากกว่าลง กรณีผมคาดผิด goldspot หลุด 1739 หรือ ค่าเงินบาท หลุด 30.83

** เร็วๆ นี้ ผมจะเอาเรื่องของคนที่ลงทุน แล้วประสบความสำเร็จมาลงให้ เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกทุกๆ ท่านเอาไปปรับปรุงกลยุทธ ในการลงทุนต่อไป  เรื่องขอ เซียนหุ้นจาก 1.2 ล้าน เป็น 100 ล้าน ภายใน 8 ปี

เห็นมีเพื่อนไม่รู้จะส่ง link ให้เพื่อนยังไง ผมเลยเอา link ดูทองคำ
มาวางไว้ให้ครับ
copy ตรงนี้ แล้วส่งให้เพื่อนๆ ได้ครับ
ดู Comment กด Read more>




 

Stock Tomorrow,GENCO,BAY,SCCC, 2.Feb.2012., 17.30




SupportResistanceNow
GENCO      0.68-0.70      0.77                0.71
BAY 23.424.723.7
SCCC262-264272-288267

Comment: หุ้นที่ให้วันนี้ ก็ควรเล่นเข้าออกเร็วเหมือนกัน เพราะขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว อย่างที่เมื่อวานบอกไว้ ว่า ควรมี 2 แผนก่อนเข้าเล่น และ เร็วๆ นี้ ผมจะเอาเรื่องของคนที่ลงทุน แล้วประสบความสำเร็จมาลงให้ เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกทุกๆ ท่านเอาไปปรับปรุงกลยุทธ ในการลงทุนต่อไป  เรื่องขอ เซียนหุ้นจาก 1.2 ล้าน เป็น 100 ล้าน ภายใน 8 ปี

เห็นมีเพื่อนไม่รู้จะส่ง link ให้เพื่อนยังไง ผมเลยเอา link ดูหุ้น
มาวางไว้ให้ครับ
copy ตรงนี้ แล้วส่งให้เพื่อนๆ ได้ครับ
ดู Comment กด Read more>



Wednesday, February 1, 2012

Stock Focus,NEWS ,SCCC-2,2,FEB,2005

Comment:
SCCC บุกกัมพูชา-พม่าตั้งรง.ปูนดีมานด์รัฐดันรายได้ปีนี้โต10%
Source - ทันหุ้น (Th)
Thursday, February 02, 2012 09:27
39428 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK DAS V%PAPERL P%THD
ทันหุ้น - บิ๊กSCCCนำทีมเปิดโผปี2555 ผลงานแรง คาดรัฐหนุนเมกะโปรเจ็กต์เพียบ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าดันยอดขายปูนในประเทศพุ่งต่ออีก5% ส่งผลรายได้ปีนี้โตมากกว่า 10%ได้ดีกำลังการผลิตใหม่มอร์ต้าหนุนแย้มอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนกัมพูชาพม่าคาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้
นายฟิลิป อาร์โต้ ประธานคณะผู้บริหารบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวงจำกัด (มหาชน)หรือ SCCCเปิดเผยถึงทิศทางผลการดำเนินงาน ปี 2555 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้เติบโตกว่า 10%จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ2.3หมื่นล้านบาทโดยเติบโตจากปริมาณการใช้ปูนภายในประเทศที่มีทิศทางการใช้เพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนในประเทศ
ขณะเดียวกันในปี 2555 บริษัทเพิ่งเปิดกำลังการผลิตเพิ่มภายใต้แบรนด์"มอร์ต้า"ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ 250,000 ตัน ซึ่งถือเป็นสายการผลิตแหล่งที่ 2 ของปูนสำเร็จที่ใช้สำหรับโครงการก่อสร้างต่างๆ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ปูนในประเทศปีนี้ จะเพิ่มขึ้นราว 5%หรือที่ 29 ล้านตันต่อปี จากปีก่อนที่มีกำลังการผลิตที่ 27.90 ล้านตัน
นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาในการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศกัมพูชาซึ่งมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกัน กับโรงงานของเครือซีเมนต์ไทย โดยคาดว่าจะใช้งบการลงทุนที่ราว 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดมีกำลังการผลิตที่2,500-3,200 ตันต่อวัน โดยคาดมีข้อสรุปภายในปีนี้ หากได้ข้อสรุปการลงทุนดังกล่าว จะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2558
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการลงทุนเกี่ยวกับโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศพม่าเช่นกัน ซึ่งบริษัทคาดว่ามีโอกาสที่จะซื้อโรงงานที่มีอยู่แล้วในประเทศพม่าเพื่อมาทำเอง เนื่องจากการลงทุนต่างๆในประเทศดังกล่าวมีหลายขั้นตอนซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลประเทศพม่า ซึ่งการลงทุนดังกล่าว เชื่อว่าเป็นลักษณะจอยเวนเจอร์หรือมีผู้ร่วมทุนรายอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปภายในปีนี้
ด้านนางสาวจันทนา สุขุมานนท์รองประธานกรรมบริหารฝ่ายการตลาดและงานขาย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)หรือ SCCC กล่าวว่า ทิศทางการบริโภคปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ บริษัทเชื่อว่าปัจจัยหลักมาจากรัฐบาลเป็นส่วนสำคัญเนื่องจากปัจจุบันมีแผนการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ โดยเฉพาะสายสีม่วงที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างซึ่งส่งผลให้เกิดการใช้ปูนมากขึ้น
สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศในปีนี้ รัฐบาลจะมีสัดส่วนการใช้อยู่ที่ 40%จากปีก่อนที่มีสัดส่วนเพียง 30% เนื่องจากปีก่อนการก่อสร้างต่างๆ ค่อนข้างเงียบ ขณะที่อีก 30%คือการใช้สำหรับซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำท่วมต่างๆ และโครงการอสังหาริมทรัพย์
สำหรับงบลงทุนปี 2555 บริษัทตั้งเป้าลงทุนใหม่ราว 1,000 ล้านบาทเพื่อใช้ซ่อมแซมเครื่องจักรต่างๆและซ่อมบำรุง แต่ยังไม่รวมการเข้าซื้อกิจการปีนี้
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด คาดว่า แนวโน้มปี 2555-2556 จะเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนความต้องการปูนซีเมนต์ที่เติบโต 5-10%ราคาขายคาดจะปรับขึ้น 100-200 บาทต่อตัน และโครงการ Waste Heat Recovery ช่วยประหยัดพลังงานเพิ่มนอกจากนี้ SCCC เป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล คิดเป็นประมาณ 80-90%ของกำไร โดย SCCC ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังเท่ากับ 6 บาทรวมเป็นเงินปันผล สำหรับกำไรปี 2554 เท่ากับ 13 บาท (เงินปันผลระหว่างกาลสำหรับกำไรครึ่งปีแรกเท่ากับ7 บาท) แนะนำ"ซื้อ" ประเมินราคาเป้าหมาย เท่ากับ 295 บาท--จบ--ที่มา: หนังสือพิมพ์ทันหุ้น

Stock Focus,NEWS ,SCCC,2,FEB,2005

Comment:


โบรกฯ แนะลงทุน SCCC รับปันผล
Source - Investor Station (Th)
Thursday, February 02, 2012 07:15
30787 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK DAS V%PAPERL P%ISD
บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา ประเมินหุ้น บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) หลังบริษัทประกาศกำไรสุทธิ Q4/54 เท่ากับ 253 ล้านบาท (-55%YoY และ-71%QoQ) ลดลงทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจาก
1) ผลกระทบจากอุทกภัยเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าไปยังพื้นที่ที่ประสบภัยรวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งเพื่อการส่งออก
2) ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นใน H2/54 ส่งผลให้อัตรากำไร ขั้นต้นใน Q4/54 ลดลงต่อเนื่องจาก Q3/54 มาที่ 42.6%
อย่างไรก็ตามภาพรวม ผลประกอบการทั้งปี 54 เป็นไปตามที่คาดการณ์ที่ว่า ปี 54
เป็นปีแรกในรอบ 5 ปีที่บริษัทสามารถแสดงผลประกอบการเติบโตทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิ ภาพรวมปริมาณขายปูนซิเมนต์ของทั้งอุตสาหกรรมในปี 54 ที่เติบโต 3%YoY บริษัทแสดงผลประกอบการปี 54 เติบโตในอัตราที่สูงกว่า โดยที่รายได้ในปี 54 เติบโต 10.3%YoY และกำไรสุทธิเติบโต 22.2%YoY ปริมาณขายที่ลดลงในช่วง Q4/54 ส่งผลให้สต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 23% เทียบกับสิ้น Q3/54 มาที่ 2.4 พันล้านบาท คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากอุปสงค์ของการบูรณะซ่อมแซมบ้านเรือนและสาธารณูปโภคที่จะเพิ่มขึ้นในช่วง Q1/55 เป็นต้นไป
ภายใต้การคาดการณ์ของฝ่ายวิเคราะห์ที่ว่า ภาพรวมปริมาณขายปูนซิเมนต์ของทั้งอุตสาหกรรมในปี 55 จะเติบโตต่อเนื่องจากปี 54 ที่ 3-5%YoY โดยมีอุปสงค์จากการซ่อมแซมบ้านเรือนและสาธารณูปโภคในช่วง H1/55 และการลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มเติมจากภาครัฐในช่วง H2/55 เป็นปัจจัยผลักดันภาพรวมอุปสงค์ทั้งปี 55 และผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งสามราย (SCC, SCCC, และ TPIPL) ยังคงเน้นนโยบายรักษาส่วนแบ่งการตลาดในประเทศ คาดผลประกอบการปี 55 ของ SCCC จะเติบโตต่อเนื่องจากปี 54 โดยรายได้จะเติบโต 7.8%YoY และ กำไรสุทธิจะเติบโต 10.7%YoY
ประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้น SCCC เท่ากับ 300 บาท (อิงวิธี DCF ตามสมมติฐาน WACC 10% และ Terminal Growth Rate 2%) หุ้น SCCC น่าสนใจในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ธุรกิจปูนซิเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่จะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ของการบูรณะซ่อมแซมภายหลังน้ำท่วมลด และคาดว่า อัตราผลตอบแทนเงินปันผลน่าสนใจประมาณ 5-6% ต่อปี (บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการ H2/54 ที่ 6 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวัน XD 2 พ.ค. 55 และวันจ่ายเงินปันผล 23 พ.ค. 55)
ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุ SCCC เป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล คิดเป็นประมาณ 80-90% ของกำไร จากฐานะการเงินแข็งแกร่ง ณ สิ้นไตรมาสปี 54 มีภาระหนี้เงินกู้ 4.4 พันล้านบาท เทียบกับฐานทุนที่สูงถึง 17,008 ล้านบาท แนะนำ ซื้อในลักษณะลงทุนรับปันผล ประเมินราคาเป้าหมายเท่ากับ 295 บาท บนฐานอัตราเงินปันผลตอบแทนเท่ากับ 5.25% (ค่าเฉลี่ยในอดีต) ในปี 55--จบ--ที่มา: หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station