Thursday, March 22, 2012

Stock Focus,TCAP,PTT,PTTGC,CPALL,CPF,,23.Mar.2012., 9.55



Every day may not be good,
but there is something good in every day.
ทุก ๆ วันอาจจะไม่ใช่วันที่ดี แต่มันก็มีสิ่งดี ๆ บางสิ่งเกิดขึ้นในทุก ๆ วัน

ดูบทความเก่า , ดูหุ้น  , ดูทอง , กรูหุ้น 1000 ล้าน, เซียนหุ้น 100 ล้าน ,
ข้อผิดพลาด, 1, 2 ,  3  ,  45  ,  6  , 7 , 8 ,  9 , 10

 

Comment: TCAP, PTT, PTTGC, CPALL, CPF


Speech Effect

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับตัวลง 16 จุด หลุดระดับ 1,200 จุด หลังจากปัจจัยในต่างประเทศทั้ง PMI ของจีน และยูโรยังแสดงค่าของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ อีกทั้ง นาย กิตติรัตน์ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกง กับ สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่าอยากให้ค่าเงินบาทอ่อนไปที่ระดับ 32-34 บาท/เหรียญสหรัฐฯ และ ดอกเบี้ยลดลง เพื่อที่จะช่วยผู้ส่งออก หลังจากเผชิญกับอุปสรรคราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น  ซึ่งบริษัทส่งออกค่อนข้างยากลำบากในการส่งออกถ้าหากค่าเงินบาทแข็งค่าที่ระดับประมาณ 30 บาท/เหรียญสหรัฐฯ สัญญาณดังกล่าวยังไม่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนจริงในช่วงวานนี้ แต่ส่งผลให้หุ้นทรุดตัวค่อนข้างหนัก น่าจะเป็นเหตุจากความกังวล เพราะดัชนีอยู่บนระดับสูงมากแล้วพร้อมเกิดแรงขายได้ทุกเวลาและทุกระดับราคา หลังจากนักลงทุนสะสมกำไรมาได้มากพอสมควร วันนี้อาจต้องติดตามเรื่องดังกล่าวที่ส่งสัญญาณจากผู้นำทางด้านการเงินของไทยอีกครั้ง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการปรับตัวของตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม โอกาสการปรับตัวลงของหุ้น ควรเลือก Undervalued Stocks ตลอดกาล เช่น TCAP, PTT เก็บเข้าพอร์ต เพราะราคาสมคุณค่าอยู่แล้ว ยิ่งปรับตัวลงยิ่งต้องสะสม

(-)ตลาดหุ้นต่างประเทศวันนี้อาจจะยังมีผลกระทบต่อเนื่องจากภาคการผลิตจีนหดตัว: ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดร่วงลง 161 จุด หรือ 0.77% เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังจากเอชเอสบีซี โฮลดิงส์เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนร่วงลงสู่ระดับ 48.1 ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบกับระดับ 49.6 ของเดือน ก.พ. ซึ่งป็นการหดตัวลงติดต่อกัน 5 เดือน นอกจากนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมี.ค.ยังเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนด้วย ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มคอมมอดิตี้ทำให้เกิดการปรับตัวลง  อย่างไรก็ตาม มองโลกทางบวก PMI ภาคการผลิตที่อ่อนแอ จะเพิ่มแนวโน้มการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นในจีน โดยจะมีการลดสัดส่วนกันสำรองอีก 0.50% ในเร็วๆนี้ และใกล้ที่จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย

(-)ตลาดหุ้นยุโรปร่วง: นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารและทรัพยากร หลังจากที่การร่วงลงของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ยูโรโซน ซึ่งแย่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจีน คือ อยู่ที่ 48.1 ในเดือน มี.ค. ลดลงจาก 49.6 ในเดือน ก.พ.  บ่งชี้ถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ทรงตัวเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่การขยายตัวต่ำกว่าแนวโน้มเล็กน้อย และจนถึงขณะนี้ไม่มีสัญญาณว่า การขยายตัวของจีดีพีจะกระเตื้องขึ้น

 (-/+) กลุ่มธนาคารพาณิชย์: สินเชื่อเดือนก.พ. 55 ยังทรงตัวจากเดือนที่แล้ว ส่วนเงินรับฝากและเงินกู้ยืมรวมขยายตัวต่อเนื่องเพราะธ.พ.ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ ทั้งนี้ราคาหุ้นธ.พ.ใหญ่หลายตัวเต็มมูลค่าแล้ว เราแนะนำให้รอจังหวะซื้อกลับเมื่อตลาดพักฐานรอบใหญ่ แม้เรามีโอกาสที่จะ re-rate หุ้นกลุ่มธ.พ.ขึ้นในอนาคต ตั้งแต่ต้นปี 2555 ถึงปัจจุบัน ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มธ.พ.ปรับตัวสูงขึ้นถึง 25% มากกว่า SET Index ซึ่งนำโดยธ.พ.ขนาดใหญ่ ได้แก่ SCB (+31%) , KBANK (+30%) , KTB (+26%) และ BBL (+22%) ในขณะที่ TISCO และ LHBANK ปรับตัวขึ้นเพียง 4.6% และ 7.1% ตามลำดับ โดยค่า PBV ปี 2555 ของกลุ่มธ.พ. อยู่ที่ 1.78 เท่า เทียบกับ ณ สิ้นปี 2554 ที่เท่ากับ 1.6 เท่า ซึ่งดัชนีราคาหุ้นกลุ่มธ.พ.ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น พร้อมกับราคาหุ้นธ.พ.หลายตัวมาถึงราคาเป้าหมายปี 2555 ที่เรากำหนดไว้ เราจึงลดคำแนะนำลงทุน จาก ซื้อ เป็น ถือ สำหรับ BBL, KBANK, SCB, BAY, TCAP และ KK ในขณะที่ยังคงคำแนะนำ ซื้อ KTB, TMB และ TISCO เนื่องจากราคาเป้าหมายที่เรากำหนดยังมี Upside จากราคาในปัจจุบัน  คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มฯ เท่ากับตลาดแม้ว่าราคาหุ้นธ.พ.หลายตัวเต็มมูลค่าแล้ว แต่เรามีแนวโน้มที่จะ re-rate ค่า PBV ขึ้นในอนาคต หากธ.พ.สามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้อย่างมั่นคง หรือมีแนวโน้มที่ ROE จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องได้ เราแนะนำนักลงทุนรอจังหวะกลับเข้าซื้อหุ้นธ.พ.ขนาดใหญ่เมื่อตลาดพักฐานรอบใหญ่

BY Vajiralux Sanglerdsillapachai

No comments:

Post a Comment