Comment:
แนวโน้มตลาดในสัปดาห์นี้
คาดหวังดัชนีในสัปดาห์นี้อาจมีแนวโน้มแตะระดับ
ยังมีโมเมนตัมการปรับตัวขึ้นในระยะยาว เพื่อรองรับกระแส
ภาวะน้ำท่วม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็คทรอนิกส์ และอาหารการเกษตร เริ่มมีการฟื้นกลับขึ้นมาได้บ้างแล้ว คาดว่าจะผลิตได้เกิน
(6 – 10 ก.พ.) ดัชนีเข้าใกล้ระดับ 1,100 จุด แต่ตลาดรวมยังมีแรงซื้อจากต่างชาติเข้ามา หมุนกลุ่มหุ้นเป็นรอบ เรายัง1,120 จุด และถ้าอ่อนตัวลงระดับ 1,060-1,080 จุด จะเป็นระดับที่น่าสนใจลงทุน ตลาดรวม1.การเติบโตของภูมิภาคอาเซียน รับ AEC 2.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศหลัง60%
ในราวไตรมาส 2/55 และเป็นที่คาดหวังกันว่าจะผลิตได้เกือบเต็มที่ 100% ในช่วง 2H55 3.การคาดหวังสหรัฐฯ จะประกาศให้มี QE3ในช่วงราว
ประมาณการเศรษฐกิจโลกลง ปัจจัยดังกล่าว คาดว่า
นักลงทุนจะเริ่มชินชากับการคาดหวัง
สิ่งที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้คือ
ภาวะน้ำท่วมทำให้กำไรหดตัวผิดปกติ แต่ส่วนใหญ่เริ่มคาดหวังการฟื้นตัวกลับที่เด่นชัดในไตรมาส
ดาวรุ่ง ในปี
เพลี่ยงพล้ำของ
2H55 ทำให้สร้าง Sentiment เชิงบวกต่อสินค้าคอมมอดิตี้ ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลก โดยทั้ง ธนาคารโลก และ IMF ได้ปรับลดPriced in ในราคาหุ้นไปมากแล้ว ไม่รุนแรงเหมือนวิกฤติเพิ่งเริ่มเกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงคาดว่า-หมดหวังต่อภาวะเศรษฐกิจ และเริ่มพิจารณาเลือกซื้อหุ้นจากวิธี Bottom –up ในปี 2555 นี้(1) การประกาศผลประกอบการของ บจ. งวดไตรมาส 4/54 และงวดประจำปี 2554 ส่วนใหญ่มีผลกระทบจาก2/55 (2) แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีการเปลี่ยนตัว2555 นี้ จะต้องจับตาดูหลายกิจการคนที่เป็นดาวรุ่งเดิม จะถูกกิจการของคู่แข่งแซงขึ้นมาได้ อย่างเช่น SSI น่าจะได้เปรียบบนความGSTEEL ในขณะที่ AMATA, HEMRAJ ผลประกอบการไตรมาส 4/54 ไปจนถึงตลอดปี 2555 จะได้เปรียบ ROJNA, NNCL,เป็นอย่างมาก เนื่องจากภาวะน้ำท่วม
อสังหาริมทรัพย์ที่ขึ้นอันดับหนึ่งแซง
GRAMMY สามารถประมูลบอลยูโร และมีชัยเหนือ RS ในขณะที่ SIRI ก็กำลังเป็นผู้ประกอบการPS ในช่วงปี 2554-2555 ได้หุ้นที่แนะนำให้เลือกลงทุนในเดือน ก
BANPU, GFPT, HEMRAJ
.พ. 55: พอร์ตอนุรักษ์นิยม ได้แก่ PTTEP, STA, TUF, PHATRA และพอร์ตเชิงรุก ได้แก่ PTTGC,ส่วน Balance Port แนะนำ PTTEP, STA, GFPT, PHATRA ส่วน Wild Card (ม้ามืด) ได้แก่ ESSO, SIRIคาดการณ์กรอบดัชนีสัปดาห์นี้
: 1,070 – 1,120 จุด SET Index ณ 1,098.95 จุดสัปดาห์นี้เราจึงเลือกหุ้น
TICON, STA, HMPRO, PTTEP
TICON (BUY: ราคาเป้าหมาย 15.00 บาท): คาดไตรมาส 4/54 จะขาดทุนประมาณ 90 ล้านบาท เนื่องจากผลของ Deferred Taxประมาณ
70 ล้านบาท และผลของน้ำท่วม แนวโน้มปี 2555 คาดจะเติบโตโดดเด่น เพราะจะมีการขายสินทรัพย์เข้า TFUND และ TLOGIS สูงถึง4,200
บาท ต่ำกว่าประมาณการของผู้บริหารที่ประเมิน
ล้านบาท รวมถึงพื้นที่ให้เช่าเพิ่ม 250,000 ตรม. ปรับประมาณการเพิ่มขึ้น โดยเราประเมินรายได้จะพุ่งขึ้น 115% สู่ระดับ 4,295 ล้าน5 พันล้านบาท และ จะมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,072 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 1.35 บาท) เพิ่มขึ้น140%
แนะนำ ซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 15 บาท
ให้กำไรสุทธิของ
โรงงานใหม่ที่เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาราว
STA (BUY: ราคาเป้าหมาย 28.00 บาท): ราคายางพาราเริ่มยืนในระดับ 300 เยน ต่อ กก. บวก/ลบ ได้ หากราคายืนได้ดีในปี 2555 จะทำSTA เป็น 3,500 ล้านบาท คิดเป็นราว 2.78 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นกว่า 80% YoY นอกจากนี้ STA จะเริ่มรับรู้รายได้-กำไรจาก30% ในปี 2555 เป็น 1.3 ล้านตันต่อปี และมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านตันในปี 2556 ระยะสั้นSTA
ทั้งปีจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นปี
อาจจะได้รับผลบวกจาก Unrealized Gain ของสต๊อกยาง ที่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีราคาต่ำกว่า 250 เยน ต่อ กก. แต่ระยะยาวเรามองดี2555 และปี 2556 ราว 30% และ 15% ตามลำดับ อีกทั้งราคายางคาดว่ามีเสถียรภาพดีกว่าปีก่อน
ลดภาษีนิติบุคคลแล้ว ยังได้รับโอกาสที่ดีจากวิกฤติน้ำท่วม โดยคาดความต้องการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด อีกทั้งการที่รัฐให้นำค่าซ่อมบ้านมาลด
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ จะส่งผลดีอย่างมากต่อการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม โดยคาดปี
เติบโต
HMPRO (BUY: ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท): ปี 2555 จะเป็นปีทองของธุรกิจ เพราะนอกจากจะขยายสาขาเชิงรุก 8 แห่ง และได้รับสิทธิ2555 จะสร้างสถิติกำไรสูงสุดที่ 2,755 ล้านบาท35% YoY จึงยังคงแนะนำ ซื้อ
PTTEP (BUY: ราคาเป้าหมาย 209 บาท): ปัจจุบันเป็น E&P อันดับที่ 6-7 ในเอเชีย ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 500,000บาร์เรลต่อวันในปี
เป็น
2559 และ 900,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2563 หากพบโครงการที่ให้ผลตอบแทนดี และต้องเพิ่มทุนจะพยายามทำให้กระทบDilution Effect เพียง 10% เท่านั้น โดยจะยังดำรงเป้าหมายการก่อหนี้เพียง 0.5 เท่าของ Net Debt to Equity (ปัจจุบันต่ำเพียง 0.4 เท่า)ขณะที่
จุดคุ้มทุนในแง่
เพราะตอนซื้อราคาน้ำมันอยู่ราว วชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัยKKD Oil Sands มีเป้าหมายผลิตให้ได้ 80,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2559 จาก ณ สิ้นปี 2554 ผลิตได้ 16,000 บาร์เรลต่อวัน (ระดับนี้ถึงEBITDA แล้ว) แต่จะต้องเพิ่มเงินลงทุนเข้ามา เพื่อให้ได้ผลผลิต ถ้าราคาน้ำมันไม่อ่อนตัว การลงทุนใน Oil Sands ยิ่งคุ้มค่าแล้ว80 เหรียญฯ
No comments:
Post a Comment