Monday, February 27, 2012

NEWS ,DAILY,28.FEB.2005.,11.45




Comment: ประเด็นข่าวที่อยู่ด้านล่างนี้  คือ เราต้องสนใจและเฝ้าดู การจะอัดเงินเข้ามาในครั้งนี้ ถ้ามันมากก็จะสามารถทำให้ หุ้นและ สินทรัพย์อื่นๆ (ทอง เงิน น้ำมัน เป็นต้น) ขึ้นได้ เป็นอย่างมากถ้าเข้ามาเกิน 5 แสนล้าน ยูโร แต่ถ้าน้อยมาก อาจทำให้หุ้น หรือ สินทรพัย์อื่นปรับตัวลงได้ **จับตาให้ดีๆ นะครับ 29.ก.พ.2555

**ทรีนี้คาดผล LTRO IIดันยูโรแข็งค่า

กรุงเทพฯ--27 ก.พ.--ASTV ผู้จัดการ ออนไลน์

หุ้นปิดลบ 11 จุด ตามต่างประเทศ เหตุกังวลปัญหาขัดแย้งอิหร่าน-ยุโรป ราคาน้ำมันที่แพงจะฉุดการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โบรกฯแนะจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป ชี้หากมูลค่าขอรับเงินกู้สูงกว่า 6 แสนล้านยูโร ระยะสั้นเงินยูโรจะแข็งค่า หุ้น - ทองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย วานนี้(27ก.พ.) ปรับตัวผันผวน โดยเฉพาะในช่วงบ่ายปรับตัวลงมาอยู่ในแดนลบ ซึ่งปิดที่ระดับ 1,135.04 จุด ลดลง 11.10 จุด หรือ -0.97% มูลค่าการซื้อขาย 28,654.54 ล้านบาท ระหว่างวันปรับตัวสูงสุดที่ระดับ 1,148.61 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 1,133.33 จุด

ภาพรวมดัชนีเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ เนื่องจากวิตกสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงจะมากระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความหวั่นเกรงต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและกลุ่มประเทศในยุโรป ขณะเดียวกันพุธนี้จะมีการประชุมธนาคารกลางยุโรป ECB ซึ่งมีการเล็งกันว่าจะมีการใช้มาตรการ LTRO(เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ)อีกรอบ ทำให้อาจมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้น

นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์สำหรับลูกค้าสถาบัน บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทำให้มีความวิตกกังวลกันว่าจะไปขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งความขัดแย้งที่มีเพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านกับประเทศตะวันตก โดยมีกระแสข่าวออกมาว่าทางสหรัฐฯอาจจะใช้กำลังกับอิหร่าน นอกจากนี้ที่ผ่านมาราคาหุ้นก็ได้มีการปรับตัวขึ้นมามากแล้ว จึงมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง

ขณะเดียวกันในวันพุธนี้(29ก.พ.) จะมีการประชุม ธนาคารกลางยุโรป(ECB) ซึ่งมีการมองกันว่าอาจจะมีการใช้มาตรการ LTRO(เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ)อีกรอบ และจะทำให้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ

ดังนั้น แนวโน้มการลงทุนในวันนี้(28 ก.พ.) คาดว่า ตลาดหุ้นไทยคงจะพักฐานเป็นการชั่วคราวไปก่อน เพราะมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันแพง และสถานการณ์ความขัดแย้งของอิหร่านกับประเทศตะวันตก โดยให้แนวรับไว้ที่ 1,130 จุด แนวต้าน 1,138 จุด พร้อมมองว่าถ้า ECB อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบอีก ตลาดเอเชียจะปรับตัวขึ้นได้ดี

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวถึงประเด็นมาตรการปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลา 3 ปี แบบไม่จำกัดจำนวนรอบที่ 2 (LTRO II) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ต้องตามอย่างใกล้ชิดเพราะจะกระทบต่อค่าเงินยูโร ตลาดหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ประเทศยุโรป และทองคำ ว่า บริษัทได้คาดการณ์ผลกระทบไว้ 3 กรณีหลัก คือ กรณีที่ 1มูลค่าการขอรับเงินกู้อยู่ในระดับสูงกว่า 5 แสนล้านยูโรอย่างมีนัยสำคัญ (6 แสนล้านยูโร ขึ้นไป) คาดว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะคล้ายกับช่วงเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คือในระยะสั้นจะเป็นผลดีต่อทั้งค่าเงินยูโร สินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้น ตราสารหนี้ประเทศยุโรปโดยเฉพาะกลุ่ม PIIGS และราคาทองคำเนื่องจากปริมาณเงินกู้ที่สูงมากนี้จะทำให้มีเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าหาทางเลือกการลงทุนต่างๆ อาทิเช่นพันธบัตรรัฐบาลของประเทศกลุ่ม PIIGS ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า ต้นทุนการกู้ยืม ด้วยเหตุนี้เราคาดว่าจะมีแรงผสมจากพอร์ตการลงทุนทั่วโลกที่เข้ามาแสวงโอกาสการลงทุนเพื่อคาดหวังการปรับตัวขึ้นของราคาพันธบัตรนี้ ทำให้ค่าเงินยูโรดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่วนในระยะกลางนั้นเราคาดว่าค่าเงินยูโรจะกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งหนึ่งหลังจากผลกระทบของการโยกย้ายเม็ดเงินเริ่มหมดลงไป นอกจากนั้นการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลของ ECB ย่อมทำให้ปริมาณเงินในระบบ (Money supply) ปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งจะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าไปโดยปริยาย ในส่วนของราคาทองคำนั้นเราคาดว่าจะได้รับอานิสงส์ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางจากปริมาณเงินในระบบที่สูงขึ้น

สำหรับกรณีที่ 2 มูลค่าการขอรับเงินกู้อยู่ในระดับ 5 แสนล้านยูโรหรือใกล้เคียง (4-6 แสนล้าน) คาดว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในระยะสั้น เนื่องจากเป็นระดับที่ตลาดได้คาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว อย่างไรก็ตามเรามองว่าในช่วงถัดไปหากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของยุโรปยังคงมีอยู่โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาคสถาบันการเงิน อาทิเช่น การปล่อยสินเชื่อที่ยังคงตรึงตัวอยู่ ธนาคารพาณิชย์ยุโรป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ ECBจะต้องออกมาตรการช่วยเหลือหรือดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม ซึ่งเราเล็งไปที่การลดดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับเดิมที่ 1.0% ซึ่งจะทำให้ค่าเงินยูโรถูกกดดันอีกครั้งหนึ่ง แต่ราคาสินทรัพย์อื่นเช่นหุ้นและตราสารหนี้ยุโรปจะมีโอกาสกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่งได้ ในส่วนของราคาทองคำนั้นในช่วงถัดไปจะได้รับผลบวกจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม

“กรณีสุดท้ายมูลค่าการขอรับเงินกู้อยู่ในระดับต่ำกว่า 5 แสนล้านยูโรอย่างมีนัยสำคัญ (ต่ำกว่า 4 แสนล้านยูโร) คาดว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในช่วงแรกคือมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมไปถึงค่าเงินยูโรและตราสารหนี้ยุโรป ทำให้าคาดว่าในช่วงถัดไป ECB มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติมเนื่องจากเม็ดเงินช่วยเหลือครั้งนี้ที่ไม่เพียงพอ โดยผ่านกระบวนการผ่อนคลายนโยบายการเงินก็จะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าต่อไป แต่ราคาสินทรัพย์อื่นเช่นหุ้นและตราสารหนี้ยุโรปจะมีโอกาสกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่งได้ สำหรับราคาทองคำนั้นเราคาดว่าในช่วงแรกจะโดนแรงขายทำกำไรไปด้วย”--จบ--

No comments:

Post a Comment